4.08.2013

ทรัพย์สินที่มีชีวิต

สวัสดีครับ เมื่อวันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสนั่งดูทีวี เป็นงานฉลองครบรอบ 43 ปี ไทยทีวีสีช่อง 3 ก็จัดว่าเป็นงานที่ดูเพลินและสนุกมากๆ งานหนึ่งครับ มีดาราและผู้สื่อข่าวมาร่วมกันแทบยกช่อง ทำให้ต้องยอมรับจริงๆ ว่า นาทีนี้ ช่อง 3 สุดยอดมากๆ















เมื่อได้ดูงานนี้ไปเรื่อยๆ ผมก็มานั่งคิดว่า นักแสดงและผู้สื่อข่าวกลุ่มนี้ ทุกคนจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากๆ ทุกคนจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป ความสวยหล่อแบบสุดๆ ของ ณเดชน์ กับคิมเบอรี่ ความน่ารักแบบหาใครเทียบได้ยากของน้องญาญ่า  การอ่านข่าวที่ได้อารมณ์ของคุณสรยุทธ และอ่านแบบสุขุมชัดเจนของคุณกิตติ และยังมีอีกมากมายที่ผมไม่ได้กล่าวถึง ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้น ประเมิณค่าได้ยากมากๆ

บุคคลเหล่านี้จัดได้ว่าเป็นทรัพยากรอันมีค่ามหาศาลของช่อง 3 และบุคคลากรเหล่านี้ คือทรัพย์สินของช่อง 3 "ที่ไม่ได้รวมอยู่ในงบดุล" เป็นทรัพย์สินที่มีชีวิตของช่อง 3














นักลงทุนโดยส่วนใหญ่แล้ว จะดูงบดุลที่ประกาศทุกไตรมาสว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม ดีขึ้นหรือแย่ลง แต่งบดุลที่เราดูๆ กันนั้น ไม่ได้รวมถึงทรัพย์สินที่มีชีวิต หรือบุคลากรขององค์กรนั่นเองครับ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถรวมเข้าไปได้ ไม่ได้มาตรฐานตามบัญชีเพราะไม่รู้ว่าจะตีค่าบุคคลากรเหล่านี้ให้มีมูลค่าทางบัญชีเท่าไรดี

สำหรับน้องญาญ่าและณเดชน์ สองคนนี้ผมคิดว่าคงจะทำเงินให้ช่อง 3 ได้อีกมากมายมหาศาล คุณสรยุทธ์ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าว ก็คงทำเงินให้ช่อง 3 ได้อีกมหาศาลเช่นกัน และยังมีอายุงานที่ยาวนานด้วยเพราะยิ่งอายุมาก สำหรับผู้สื่อข่าวก็ยิ่งดูน่าเชื่อถือมากขึ้น แค่ 3 คนนี้ ผมว่าต่อให้มีเงิน 1000 ล้านบาท ก็ไม่สามารถสร้าง น้องญาญ่า ณเดชน์ และคุณสรยุทธขึ้นมาได้อย่างแน่นอน

มาดูกันที่บริษัทอื่นๆ บ้างที่ไม่ใช่บริษัทบันเทิงแบบช่อง 3 ยกตัวอย่างเช่นบริษัทที่นักลงทุนยอมซื้อหุ้นและถือยาวเช่นบริษัท Apple Inc. ที่เคยมี Steve Jobs เป็น CEO อยู่ แต่น่าเสียดายที่บริษัทและโลกได้สูญเสียบุคคลผู้นี้ไปแล้ว  Apple คือ Steve Jobs และ Steve Jobs คือ Apple สองสิ่งนี้แยกกันไม่ออกจริงๆ ครับ ผมยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า ถ้า Steve Jobs ยังอยู่ ราคาหุ้นของ Apple ไม่น่าจะดิ่งลงมาแถวนี้ได้ ไม่ใช่ว่า Tim Cook ไม่เก่งนะครับ แต่ Steve Jobs ได้รับความเชื่อถือและศรัทธามากกว่าเท่านั้นเอง

ยังมีบริษัทอีกมากมายที่ผมไม่ได้พูดถึง ที่มีคุณลักษณะแบบนี้ ที่บุคลากรผู้มีชีวิตของบริษัทเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากมายอย่างไม่สามารถประเมินได้ ถ้ารวมสิ่งเหล่านี้เข้าไป Price per Book Ratio ของบริษัทเหล่านี้คงจะต่ำลงพอสมควร  และบริษัทพวกนี้ คือบริษัทที่นักลงทุนยอมที่จะซื้อหุ้นในราคาที่มี PE สูงครับ

นักลงทุนทุกท่าน อย่าลืมที่จะให้ความสำคัญกับทรัพย์สินที่มีชีวิตด้วยนะครับ


ValueZen
8/04/2013

4.05.2013

ไม่มีเวลาหรือไม่สนใจ

สวัสดีครับ วันนี้ผมอยากจะเขียนบทความเกี่ยวกับคำพูดติดปากที่ใครๆ หลายๆ คนชอบพูดกัน คำนั้นคือคำว่า "ไม่มีเวลา"

บางที เราจะได้ยินคนใกล้ตัวของเรามาบอกกับเราว่า เค้าสนใจในสิ่งนั้น สนใจในสิ่งนี้ แต่พอเวลาผ่านไปได้สักพัก และเมื่อเรานึกขึ้นได้ เราก็ได้ถามกับคนๆ นั้นไปว่า เป็นไงบ้าง เรื่องที่บอกว่าสนใจในตอนนั้นเนี่ย ศึกษาไปถึงไหนแล้ว ทำไปถึงไหนแล้ว  หรือบางที เรามีบางอย่างที่เราถนัดและชอบ เราก็จะแนะนำให้คนใกล้ตัวของเราว่า มันดีอย่างนู้นอย่างนี้นะ น่าจะทำการศึกษา

แต่คำตอบที่เราได้กลับมาคือ "ไม่มีเวลาเลย" "ยังไม่ว่างเลย" หรือ "ยังไม่ได้เริ่มเลย ช่วงนี้ยุ่งมากๆ"


















สรุปแล้ว มันคืออะไรกันแน่ สนใจแต่ไม่เริ่ม เริ่มไปนิดหน่อยก็เลิก อะไรมันคือสาเหตุที่แท้จริงกันแน่ ซึ่งผมคิดว่า สาเหตุที่แท้จริงแล้วนั้น ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่มีเวลาหรอกครับ แต่เป็นเพราะว่า "เราไม่มีความสนใจ หรือความสนใจไม่มากพอ" ต่างหากครับ

คนเราทุกคนนั้น มีเวลาเท่ากันหมดทุกคนครับ คือ 24 ชั่วโมงต่อวัน แต่ละคนก็มีภาระกิจที่แตกต่างกันไป งานเยอะงานน้อยไม่เท่ากัน ซึ่งพวกเราก็ต้องจัดสรรเวลาที่เรามีจำกัดในหนึ่งวันให้กับสิ่งที่สำคัญตามลำดับกันไป

แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีที่จะเอาเรื่องที่เราอยากทำหรือศึกษา มาเป็นเรื่องที่เราสนใจและสามารถหา "เวลา" ให้กับสิ่งนั้นได้

ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ คนทุกคนไม่ว่าจะยุ่งเท่าไรก็ตาม งานจะหนักมากยังไงก็ตาม แต่ถ้าเราอยู่ในห้วงเวลาหนึ่ง เราจะหาเวลาให้กับมันได้เสมอ นั่นคือ"ช่วงเวลาแห่งการตกหลุมรัก"ครับ



สำหรับหนุ่มๆ แล้ว ถ้าเราเกิดปิ๊งสาวขึ้นมาสักคนนึง เราก็จะหาเวลาไปหาเธอ ชวนเธอไปทานข้าว หรือดูหนังแน่ๆ ไม่สนหรอกว่าเราจะยุ่งแค่ไหน หวังเพียงอย่างเดียวให้เธอเหล่านั้น"มีเวลา"ให้กับเรา ยอมไปกับเรา ยอมศึกษานิสัยใจคอกับเรา

ในทางกลับกัน สำหรับสาวๆ แล้ว แม้ว่างานออฟฟิตจะยุ่งมากขนาดไหน แต่ถ้าหนุ่มที่เธอ"สนใจ"มาชวนไปทานข้าว ช๊อปปิ้ง หรือดูหนังแล้วละก้อ พวกเธอก็จะพยายามไปให้ได้แน่นอน

สรุปแล้ว ถ้าเราต้องการจะศึกษาอะไรสักอย่างนึงจริงๆ แล้วละก้อ เราต้องพยายามคิดให้ได้ว่า เราจะใช้ความพยายามแบบเดียวกันกับเวลาที่เราใช้จีบสาว(หนุ่ม) เมื่อศึกษาอย่างเต็มที่แล้ว ถ้ามันไม่ใช่หรือถูกกับจริตจริงๆ ก็ค่อยเลิก อย่าพูดว่าไม่มีเวลาเลยครับ เพราะคำว่าไม่มีเวลา จะยิ่งทำให้เราไม่ได้เริ่มศึกษาสิ่งเหล่านั้นสักที  ถ้ามันไม่ใช่จริงๆ เราก็พูดได้เต็มปากว่า "ผมไม่ค่อยสนใจเท่าไร" ครับ

เวลาและวารี(นารี)ไม่เคยรอใคร  ไม่ใช่ว่าคุณไม่มีเค้า แต่เค้าไม่มีคุณต่างหาก


ValueZen
5.04.2013

4.01.2013

พฤติกรรมหมู่ กระแสของมวลชน

เมื่อวาน ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง The Power of  Habit แต่งโดย Charles Duhigg และก็ได้ไปเจอเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประท้วงของประชาชนในประเทศอิรัก และวิธีป้องกันที่จะว่าไปแล้ว ง่ายเกินกว่าที่จินตนาการได้เลย

ในประเทศอิรัก หลังจากที่อเมริกาได้เข้าไปโค่นล้มซัดดัม ฮุสเซน ประเทศก็เต็มไปได้การก่อการร้ายและการประท้วง ซึ่งการประท้วงของประเทศอิรักนั้น จัดว่าค่อนข้างรุนแรงพอสมควร วันนี้ เราจะมาว่ากันด้วยเรื่องของพฤติกรรมหมู่ และการ "หยุด" มัน


















การประท้วงนั้น เริ่มด้วยการที่คนหลายๆ คนมารวมตัวกันในจุดๆ หนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นจุดที่ค่อนข้างสำคัญ พอคนที่ยังไม่ได้มาร่วมประท้วง แต่มีใจที่อยากจะร่วมประท้วง พอเห็นคนเยอะเข้า ก็อยากที่จะออกมาบ้าง เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เหมือนปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำให้คนที่ลังเลกล้าที่จะตัดสินใจในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ซึ่งในตอนแรกนั้น อาจจะแค่อยากสัก 50 ไม่อยาก กลัวนู่นนี่สัก 50

พอมาชุมนุมประท้วงกันได้ในระยะเวลาหนึ่ง ได้ฟังหลายๆ คนพูดปราศรัยว่าเรามาประท้วงกันเพื่ออะไร เรามาสู้กันเพื่ออะไร built อารมณ์กันเต็มที่ ฮึกเหิมกันเต็มที่ พอเริ่มมีใครสักคนปาขวด หรืออะไรสักอย่างออกไปละก็ อีก 10 อีก 100 หรืออีก 1,000 ขวดจะตามมาทันที่ และจากนั้น ก็จะเริ่มควบคุมอะไรได้ลำบากแล้ว เพราะพฤติกรรมหมู่ได้เริ่มขึ้นแล้ว

ที่นี้ พวกทหารที่ควบคุมพื้นที่อยู่จะทำอย่างไรดีที่จะแก้ปัญหานี้ให้ได้  นายพลที่ดูแลเรื่องนี้จึงได้ไปปรึกษากับนักจิตวิทยาและนายกเทศมนตรีในท้องที่ ว่าจะทำอย่างไรดี ซึ่งคำตอบที่เค้าได้นั้น ก็ไม่มีอะไรที่สลับซับซ้อนมาก นั่นคือ "ให้กันพวกพ่อค้าแม่ค้าที่ขายอาหารขายน้ำ ไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ที่มีการชุมนุม"

ซึ่งวิธีนี้ ก็เป็นวิธีที่ได้ผลจริงๆ พอคนมาชุมนุมมากเข้า นานเข้า ก็ต้องหิวเป็นธรรมดา พอหิวแต่กลับไม่มี Kebab กิน สิ่งที่ตามมาคือโมโห พอโมโหเข้า ก็กลายเป็นท้อใจ พอเริ่มมีคนที่หิวจนทนไม่ไหวเริ่มเดินกลับบ้าน ก็จะมีอีกหลายๆ คนเดินกลับบ้านด้วยเช่นกัน เป็นพฤติกรรมหมู่ที่เลียนแบบกันได้ไม่ยากครับ

สาเหตุที่ทำให้การชุมนุมกลายมาเป็นจลาจล หรือการเป็นสนามโล่งๆ นั่นคือพฤติกรรมหมู่ครับ มนุษย์ส่วนใหญ่นั้น จะมีจิตใจค่อนข้างอ่อนแอ ไม่ค่อยกล้าที่จะเป็นคนเริ่มคนแรกๆ แต่พอมีคนในกลุ่มเริ่มทำอะไรสักอย่างเท่านั้นแหละ จะกล้าแบบหยุดไม่อยู่เลยทีเดียว

พฤติกรรมของมวลชนนั้น เป็นอะไรที่น่าศึกษามากๆ ครับ มันทำให้เราเข้าใจและเห็นภาพได้ว่า กระแสในอนาคตจะเป็นอย่างไร เรื่องพวกนี้สามารถเอามาปรับใช้ได้กับหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองทั้งในระดับประเทศ หรือบริษัท และที่สำคัญ เอามาปรับใช้กับการลงทุนได้อย่างสบายครับ

หุ้นหลายๆ ตัวที่อยู่นอกเรดาห์ แต่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี ขอเพียงแค่มีใครเริ่มจุดพลุโดยการเข้าซื้อแบบมีนัยยะของรายใหญ่ ประกอบไปด้วยการเสริมข่าวดีเข้าไป หุ้นก็พุ่งกระฉูดแบบฉุดไม่อยู่เลยครับเพราะมีรายย่อยกลุ่มใหญ่เข้ามาช่วยกันซื้อด้วย เวลาที่จะทุบหุ้นก็เช่นกัน แค่รายใหญ่จุดพลุขายไม้ใหญ่ๆ พร้อมทั้งออกข่าวลวงในแง่ลบ คนก็แห่กันขายหนีตายกันแล้วครับ รายใหญ่ก็เก็บหุ้นเข้าพอร์ตสบายๆ เลย

โดยส่วนตัวแล้ว ผมอยากให้ผู้อ่านทุกท่านได้หันมาศึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยากันให้มากขึ้น สำหรับนักลงทุน ไม่จำเป็นจะต้องอ่านแต่หนังสือการลงทุนเพียงอย่างเดียว หนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาหลายๆ เล่มนั้น จะมี case study ที่น่าสนใจและเรียนรู้ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจได้ว่า มนุษย์และมวลชนนั้น แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร และจะทำให้เราเห็นอะไรได้ในหลายๆ มิติ พร้อมทั้งสามารถที่จะเตรียมรับมือในสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ครับ

ValueZen
1.04.2013

3.17.2012

ฝรั่งซื้อ.... จริงเหรอเนี่ย อาจจะเป็นมะกอกก็ได้นะ

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ ผมไม่ได้เขียน Blog ซะนาน เหตุผลหลักๆ ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ ไม่มีหัวข้อดีๆ จะเขียนนะ พอดีช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มานั่งคิดอะไรบางอย่าง ซึ่งเป็นความคิดที่มาจากการนั่งคิดแบบ Simulation หรือการจำลองสถานการณ์นั่นเอง 

ประเด็นของผมก็คือ นักลงทุนต่างชาติได้ซื้อหุ้นไทยมาอย่างต่อเนื่อง รวมๆ แล้วก็หลายหมื่นล้านบาทอยู่  ซึ่งพูดกันตามตรงแล้ว หุ้นของไทยในตอนนี้นั้นราคาจัดว่าไม่ถูก ไม่กลางๆ ค่อนข้างไปทางแพงเลยทีเดียว PE ของตลาดหุ้นไทยตอนนี้ 16 เท่าแล้ว  แต่มีเหตุอะไรที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติที่ใครๆ ก็คิดว่าฉลาดถึงได้มาซื้อหุ้นในราคาที่ค่อนข้างแพง แถมยังซื้อแบบเรื่อยๆ ซื้อไม่หยุดอีกต่างหาก ผมคิดว่า Fund Flow ที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทย และอีกหลายประเทศในเอเชีย อาจจะไม่ได้มาจากฝั่งตะวันตกที่เราเรียกว่าฝรั่งเป็นหลักแล้ว ผมกำลังคิดว่ามันอาจจะมาจากตะวันออกกลางหรือพวกมะกอก(เห็นพวกตะวันออกกลางชอบกินน้ำมันมะกอกนะ)ครับ



ผมขอสรุปเหตุที่ผมคิดแบบนี้เป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

1. เนื่องจากน้ำมันทรงตัวในระดับสูง ทำให้ประเทศตะวันออกกลางเหล่านี้มีเงินเหลือมหาศาล ขนาดตอนที่น้ำมันบาร์เรลละ 30 เหรียญ ประเทศพวกนี้ยังรวยกันปลิ้นเลย แล้วน้ำมันที่ทรงตัวในระดับ 100 เหรียญได้ ก็ไม่ต้องคิดเลยว่า ประเทศเหล่านี้จะยิ่งรวยมากขึ้นระดับไหน ต้นทุนของพวกเค้าแทบไม่ต่างจากเมื่อก่อนเลย แต่ขายได้แพงขึ้นมาก


2. เมื่อมีเงินเยอะแยะแบบนี้ จะเอาไปทำอะไรดีละ เอาส้วมไปเลี่ยมทองก็แล้ว เอารถไปเลี่ยมทองก็แล้ว สร้างฮาเร็มก็แล้ว ไปซื้อทีมฟุตบอลแก้เซ็งก็แล้ว แถมมีโครงการจะสร้างตึกที่สูงที่สุดในโลกกันหลายประเทศ แต่เงินของพวกเค้าก็ยังเหลือบานเบอะ จะเอาไปทำอะไรดีละ

3. น้ำมันเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ถึงแม้จะมีมากมายก็เถอะแต่ก็มีจำกัด ความต้องการน้ำมันในตลาดโลก มีอัตราเพิ่มขึ้นที่เร็วมาก คงตอบยากว่ามันจะหมดไปเมื่อไร แต่ยังไงสักวันนึงมันก็ต้องหมดแน่นอน ผมคิดว่าประเทศเหล่านี้คงไม่นั่งรอให้น้ำมันหมดประเทศโดยที่ไม่ทำอะไรเลยอย่างแน่นอน

4. จะเอาเงินเหล่านี้มาสร้างธุรกิจเพื่อรองรับอนาคต มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เคยขายน้ำมันที่ขุดขึ้นมาสบายๆ จะให้ไปทำธุรกิจที่ซับซ้อนและการแข่งขันสูงคงไม่ใช่ของถนัดของประเทศเหล่านี้แน่ๆ

5. ผมคิดว่าเค้าน่าจะเอาเงินที่เหลือบานเบอะแบบนี้ ไปลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทที่ดีๆ มีแบรด์แข็งๆ มีบริการที่ดีๆ แถมยังซื้อที่ดินดีๆ ผ่านการซื้อหุ้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ได้ด้วย ในเมื่อสร้างเองไม่ได้ ก็ซื้อเอาซะเลย ไม่ต้องมานั่งบริหารจัดการเองด้วย วันนึงที่น้ำมันเค้าหมดประเทศ เค้าก็จะยังมีส่วนเป็นเจ้าของในบริษัทต่างๆ ทั่วเอเชียและทั่วโลก ซึ่งผมมองว่า เอเชียน่าสนใจกว่ามาก  ผมว่าหุ้นในอุตสาหกรรมเช่น ค้าปลีก โรงพยาบาล อสังหาริมทรัพย์ อาหาร โรงแรม ประกันภัย ธนาคาร สื่อสาร น่าจะเป็นกลุ่มที่เป็นเป้าหมายของพวกเค้า

6. หุ้นในตอนนี้ ถึงราคาจะค่อนข้างแพง แต่พวกเค้าขายน้ำมันได้แพงมากและมีแนวโน้มที่จะแพงได้อีก อย่างซาอุดิอาระเบียประเทศเดียวที่ส่งออกน้ำมันได้วันละ 9 ล้านบาร์เรล คิดง่ายๆ ไม่ต้องคิดถึงธุรกิจอื่น ไม่ต้องพูดถึงประเทศตะวันออกกลางอื่นๆ เค้าจะมีรายได้ 900 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 27,000 ล้านบาททุกวัน และกำไรก็น่าจะมากกว่า 20,000 ล้านบาททุกวัน นี่แค่ประเทศเดียวนะครับ ถ้ารวมทุกๆ ประเทศในตะวันออกกลางก็ไม่รู้ว่าจะมากขนาดไหน

7. การที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิวันละ 2 - 3 พันล้านบาทแทบทุกวัน ผมเลยมองว่ามันยังไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไร และการซื้อสุทธินี้ ไม่รู้ว่าจะต่อเนื่องไปอีกนานแค่ไหน แต่ผมก็มีความเชื่อลึกๆ ว่า กลุ่มที่เป็นฝรั่งหัวทองจริงๆ อาจจะเป็นคนขายก็ได้ แต่ฝรั่งหัวดำ(พวกตะวันออกกลาง)อาจจะเป็นคนที่ซื้อเยอะ พอหักลบกันแล้ว นักลงทุนต่างชาติก็ยังเป็นผู้ซื้อสุทธิอยู่ดี

8. ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผมว่านักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยไปแล้วประมาณ 7 - 8 หมื่นล้านบาทแล้ว จะว่าเยอะก็เยอะ แต่ถ้าเทียบกับ Market Cap แล้วก็ยังไม่ถึง 1% เพราะ Market Cap ของตลาดหุ้นไทยตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 9.7 ล้านล้านบาท  ดังนั้น ถ้าสมมติฐานผมเป็นจริง การซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างชาติอาจจะเพิ่งเริ่มก็ได้

9. อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมมองว่า Fund Flow เหล่านี้อาจจะมาจากตะวันออกกลางเพราะกลุ่มพลังงาน ดัชนีทำ new high ตลอด แต่หุ้นกลุ่มพลังงานกลับค่อนข้างนิ่ง ไม่ทำ new high กัน แถมบางวันยังติดลบซะด้วยซ้ำ เพราะธุรกิจนี้เป็นธุรกิจเดียวกับที่เค้าทำในประเทศเค้าอยู่แล้ว เค้าคงไม่อยากมาซื้อบริษัทที่ทำธุรกิจเดียวกันกับที่เค้าทำในประเทศ หรือไม่ก็อาจจะคิดว่า พวกเค้าทำธุรกิจพวกนี้อยู่แล้ว สู้กระจายการลงทุนไปในธุรกิจอื่นดีกว่า

10. ประเทศพวกเค้าถึงแม้ว่าจะร่ำรวย แต่ก็มีแต่ทะเลทราย ไม่เหมือนกับประเทศไทย เป็นประเทศที่สวยงาม อาหารการกินบริบูรณ์ มีทุกอย่างที่ดีมากสำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการดำรงค์ชีพ แถมเป็นประเทศที่ไม่ปิดกั้นทางการเงินด้วย จะมาลงทุนในประเทศไทยก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับพวกเค้า

สรุปแล้ว ผมมองว่าเงินที่เข้ามาที่ตลาดหุ้นไทยในตอนนี้ น่าจะเป็นเงินที่มาจากตะวันออกกลาง  มาเพื่อลงทุนจริงๆ ลงทุนเพื่ออนาคต ลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง และน่าจะเป็นเงินที่อยู่ค่อนข้างยาว  ถ้าสมมติฐานของผมเป็นจริง การซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้อาจจะเป็นหนังที่เพิ่งเริ่มฉายเท่านั้น  หุ้นเราไม่ถูกแล้วก็จริง แต่พวกเค้าขายน้ำมันได้แพงกว่า และเป็นเงินที่ได้มาแทบจะฟรีๆ เลย ไม่ต้องสร้างอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องแห่นางแมว ไม่ต้องฉีดยา ไม่ต้องพึ่งไสยศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้น ขุดขึ้นมา เก็บไว้ในคลัง แล้วก็ส่งเลย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลือกซื้อหุ้นของนักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆ ก็ต้องระวังให้มากเช่นเคย สมมุติฐานของผมอาจจะผิดก็ได้ เงินที่เข้ามาอาจจะเป็นเงินร้อนที่เข้ามาเก็งกำไรก็ได้ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ถึงแม้ว่าตลาดจะเป็นขาขึ้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ แต่ความแข็งแกร่งของงบการเงิน และคุณภาพของบริษัทก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องเน้นอยู่เหมือนเดิม และที่สำคัญ ไม่ว่านักลงทุนต่างชาติจะยังซื้อสุทธิอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่ความผันผวนคือสิ่งที่คู่กับตลาดหุ้นเสมอ ถ้าหุ้นจะตกเป็นร้อยจุดในระยะสั้นๆ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

สุดท้ายนี้ ก็อยากจะฝากไว้ว่า บทความนี้เป็นบทความที่มาจากความเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้น ซึ่งผมอาจจะคิดผิด หรืออาจจะคิดถูกก็ได้ ผมไม่ได้มีเจตนาให้ท่านผู้อ่านทุกท่านซื้อหุ้นเพิ่ม หรือเก็บหุ้นที่คิดจะขายออกไปไว้ ไม่ได้ต้องการให้มองตลาดหุ้นในด้านที่ยังบวกแบบสุดๆ จุดเริ่มต้นที่ผมคิดแบบนี้ก็เพราะว่าผมได้ทำการ Simulation ตัวเอง ว่าถ้าตัวเองเป็นเศรษฐีน้ำมันในตอนนี้ ผมจะคิดอะไร จะทำยังไงกับเงินที่มีอยู่เยอะแยะ จะทำยังไงกับน้ำมันที่ขุดขึ้นมาง่ายๆ ขายได้แพงๆ แต่วันนึงจะหมดไป และเมื่อมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทย และอีกหลายประเทศในเอเชีย อย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน ผมก็ได้ข้อสรุปว่า คงจะเอาเงินที่มีอยู่มากมายนั้น

มาซื้อหุ้น


ในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะเลิกคุยกันแล้วว่า วันนี้ฝรั่งซื้อเท่าไร แต่กลายมาเป็น วันนี้พวกมะกอกซื้อเท่าไร

แล้วไว้เจอกันใหม่ครับ แต่สงสัยจะอีกนานพอควร ขอให้สติอยู่คู่กับการลงทุนครับ


ValueZen
17.03.2012

8.02.2011

Pure Spirit: จิดของผู้เริ่มต้น

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน  ผมไม่ได้เขียนบทความใน Blog ของผมมาเกือบ 3 เดือนแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ ผมได้ไปเขียนบทความใน Note ของ Thailand Investment Forum แทน และก็ตั้งใจไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่จะเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาและจิตวิทยาในการลงทุน ก็จะมาเขียนบทความที่ ValueZen แห่งนี้ เพราะผมอยากให้บทความใน Blog แห่งนี้ เน้นไปที่การลงทุนที่เอาหลักของพุทธศาสนาและจิตวิทยามาใช้ครับ

ช่วงนี้ ตลาดหุ้นไทยดูแข็งแรงกว่าชาวโลกเลยนะครับ ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะเหตุใด ฝรั่งที่ซื้ออยู่ทุกวันนี้ ไม่รู้ว่ามาจากไหน  ยังไงก็ลงทุนกันด้วยความระมัดระวังเหมือนเดิมนะครับ  ถ้าเล่น trading ก็ต้องวางแผน stop loss ไว้ให้ดี ถ้าลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน ก็ขอให้ conservative นิดนึง เพราะตอนนี้ ราคาหุ้นก็ไม่ค่อยจะถูกสักเท่าไรแล้ว 

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมได้ไปซื้อหนังสือมาเล่มนึง ชื่อว่า "เป็นหนึ่งไม่เหมือนใคร สไตล์ สตีฟ จ๊อบส์" ตอนแรก ผมก็ไม่กะจะซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านเลยครับ  เพราะว่าก็พอจะรู้เรื่องเกี่ยวกับ สตีฟ จ๊อบส์ มามากพอสมควร แต่ไม่รู้มีอะไรมาดลใจ ก็เลยซื้อมา หนังสือเล่มนี้ราคาไม่แพงด้วยครับ เล่มละ 155 บาทเท่านั้น พอได้เริ่มอ่าน บอกได้เลยว่าวางไม่ลงเลย  อะไรที่เราไม่ได้คาดหวัง มักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีมากเสมอเลย ผู้เขียน เขียนได้ดีมากจริงๆ อย่าลืมหามาอ่านกันนะครับ


เนื้อหาที่โดนใจผมมากที่สุด อยู่ในหน้าที่ 60 ของหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวความคิดของ สตีฟ จ๊อบส์ ที่นำให้เค้าประสบกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อย่างเช่นทุกวันนี้ นั่นก็คือ การมี "จิตของผู้เริ่มต้น"  ในตอนแรก ผมคิดว่าการที่จะประสบกับความสำเร็จ เราจะต้องเป็นผู้ริเริ่มที่ดี  คิดอะไรให้ได้ก่อนคนอื่น คิดเมื่อไร ก็เริ่มเลย อย่ามัวแต่ฝัน ให้ฝันแล้วทำเลย  แต่มันไม่ใช่แบบที่ผมคิดเลยครับ  จิตของผู้เริ่มต้น มันคือแนวคิดในพุทธศาสนา จากนิกายเซน ครับ



อ่อ ต้องขอบอกไว้นิดนึง สตีฟ จ๊อบส์ เค้านับถือ พุทธศาสนา นิกายเซน มาหลายสิบปีแล้ว และปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่ใช่นับถือพุทธตามทะเบียนบ้านนะครับ เค้าจะใช้เวลาว่างทำสมาธิอยู่เสมอๆ

เอาละ มาว่ากันต่อ สตีฟ จ๊อบส์ ได้อธิบายไว้ว่า จิตของผู้เริ่มต้น ก็คือ "มันเป็นจิตที่มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง ซึ่งค่อยๆ ทำให้เราตระหนักถึงแก่นแท้ของสิ่งเหล่านั้น จิตของผู้เริ่มต้นก็คือการนำหลักการของเซนมาปฏิบัติจริง  เป็นจิตที่บริสุทธิ์ที่ปราศจากอคติ  การคาดหวัง การตัดสิน ความลำเอียง ให้คิดว่าจิตของผู้เริ่มต้นเป็นเหมือนจิตของเด็กน้อย  ซึ่งเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความสงสัย และความประหลาดใจ"

พอผมได้อ่านย่อหน้านี้จบปุ๊บ  ใจของผมมันเต้นแรงขึ้นอย่างสังเกตุได้เลย และผมรู้สึกว่า ตาของผมสว่างขึ้นมากๆ  ข้อเสียของคนหลายๆ คน รวมทั้งตัวผมเองด้วย นั่นคือมักจะตัดสินอะไรบางอย่างไปก่อน โดยที่ยังไม่ได้เข้าใจแก่นแท้ของสิ่งๆ นั้นเลยว่า จริงๆ แล้ว มันมีแก่นแท้อย่างไร ผมขอยกตัวอย่างเล่นๆ ในเรื่องทั่วๆ ไปก่อนครับ

1. ผู้หญิงคนนั้นสวยจัง แต่คงมีแฟนแล้วแน่นอน ซึ่งจริงๆแล้ว เธออาจจะยังไม่มีแฟนก็ได้ หรือบางที เธออาจจะเป็นผู้ชายแปลงเพศก็ได้

2. อ้าว โทรศัพท์มือถือเครื่องนี้ผลิตในจีนเหรอ เฮ้ออ มันคงพังง่ายแน่ๆ เลย แต่จริงๆ แล้ว สินค้าที่มาจากจีน คุณภาพสูงๆ ก็มีมากมาย แม้แต่ iPhone ของผม ก็ยัง Designed ที่ California แล้ว ผลิตที่ China เลยครับ :p

3. ผู้ชายคนนี้ทำไมทำดีกับสาวๆ ไปทั่วเลย ต้องเป็นพวกหน้าหม้อแน่ๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว การที่ผู้ชายคนนี้ ทำดีกับสาวๆ นั่นก็เพราะว่าเค้าเป็นสุภาพบุรุษที่ไม่ได้แบ่งแยกว่า ต้องทำดีเฉพาะกับสาวสวยเท่านั้น ต่อให้เป็นผู้ชาย เค้าก็ทำดีด้วย

4. ผู้หญิงคนนี้ ใครๆ ก็รู้ว่าไม่ค่อยชอบขี้หน้าฉัน แต่เวลาคุยกับฉัน กลับคุยดีและยิ้มแย้มตลอด ช่างเป็นคนที่ Fake จริงๆ แต่จริงๆ แล้ว การที่เราควบคุมอารมณ์และแสดงออกในทางบวกกับคนที่เราไม่ชอบได้ นั่นไม่ใช่ความ Fake แต่เป็นความ Mature ต่างหาก

จากตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราตัดสินอะไรไปโดยมีจิตที่เป็น อคติ มีจิตที่ไม่เป็นกลาง และตัดสินก่อนที่จะหาข้อมูลและวิเคราะห์ให้ถ้วนถี่ พวกเราอาจจะพลาดสิ่งดีๆ ไปก็ได้ เพราะว่าเราตัดสินจากสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราได้ยินมาจากคนอื่น  ซึ่งเป็นเปลือกนอก แต่สิ่งที่เราต้องตัดสินจริงๆ นั่นก็คือ"แก่น" ซึ่งต้องใช้ทั้งตาที่กาย และตาที่ใจเป็นตัวตัดสิน

เอาละ เรามาเริ่มที่การลงทุนกันบ้าง  ตัวผมเองนั้น ได้พลาดหุ้นที่ผมเล็งๆ ไว้หลายตัวเลยแหละครับ นั่นก็เป็นเพราะว่า แค่ผมได้ยินชื่อของบริษัทนั้นๆ หรือรู้ว่าหุ้นตัวนี้ อยู่ในอุตสาหกรรมที่ผมไม่ชอบ ซึ่งผมก็ยังไม่รู้เลยว่าไม่ชอบเพราะอะไร อยู่ดีๆ ก็มีอคติขึ้นมาซะงั้น  ผมขอยกตัวอย่างเลยนะครับ

1. เมื่อปีที่แล้ว มีหุ้นอยู่ตัวนึงที่ขึ้นมาแรงมากๆ ปีนี้ก็ยังขึ้นแรงอยู่ แต่ตอนนี้ก็เงียบๆ ไปแล้ว นั่นก็คือหุ้น JAS ซึ่งหุ้นตัวนี้ ผมเล็งไว้ว่า การที่ Internet ขยายตัวสูง น่าจะทำให้กำไรของบริษัทนี้เติบโตขึ้นได้ดี  ซึ่งก็น่าสนใจที่จะลงทุน  แต่ก็ดันมีสิ่งนึงที่มันติดอยู่ในใจผม  นั่นก็คือ "หุ้น JAS มันหุ้นปั่น" ซึ่งคำๆ นี้ มันทำให้ผมไม่ได้ไปตามอ่านงบการเงินของมัน  ตอนที่มันขึ้นมาแรงๆ โดยที่ขึ้นจาก เกือบๆ 1 บาท ใช้เวลาไม่นาน ก็ขึ้นไปถึง เกือบๆ 2 บาท ในใจลึกๆ ผมก็รู้ทั้งรู้ว่ากำไรเค้าคงโตขึ้นมาก แต่ผมก็ดันคิดเข้าข้างตัวเองอีกว่า "หุ้น JAS ใครปั่นขึ้นมาวะ จะไปได้สักกี่น้ำเชียว" ทั้งที่ถ้าผมมีใจที่เป็นกลาง และมีใจที่ไม่มีอคติ ผมก็คงได้กำไรจากหุ้นตัวนี้ ไม่มากก็น้อยครับ

2. หุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเหล็ก  เฮ้อออ แค่ชื่ออุตสาหกรรม ก็บอกอยู่แล้วว่ามันคงหนัก เวลาหุ้นจะขึ้นแต่ละทีเหนื่อยเหลือเกิน กว่าจะยกได้ทีละช่อง เห็นแล้วสงสารคนลากจริงๆ  ซึ่งความคิดแบบนี้ ทำให้ผมพลาดหุ้น MCS ไป ซึ่งเป็นหุ้นที่มีงบการเงินแข็งแกร่งมาก  มี Working Capital per Share ที่สูงมาก ต่ำกว่าราคาหุ้นในกระดานไม่เท่าไรเลย  ซึ่งถ้าอยู่ในอุตสาหกรรมอื่น ผมคงซื้อไปแล้วในตอนนั้น แต่มันอยู่ในอุตสาหกรรมเหล็กที่ผมไม่ชอบ  ผมก็เลยเมินเค้าไป  ทุกวันนี้ยังเสียดายอยู่เลยครับ

3.  ผมไม่เล่นหุ้น Bank เพราะผมอ่านงบการเงินของหุ้น Bank ไม่เป็น ก็เลยไม่ซื้อหุ้นแบงค์ซะงั้น  ซึ่งคำถามก็คือ "แล้วทำไมไม่หัดอ่านให้มันเป็น"  มัวแต่ไม่สนใจหุ้นแบงค์เพราะอ่านงบไม่เป็น  ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังอ่านไม่เป็นครับ หลังจากวันนี้ไป ผมจะหาคนที่อ่านงบหุ้นแบงค์เป็นมาสอนผมให้ได้  

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ทำให้ผมพลาด  นั่นคือใจที่ไม่เป็นกลาง  ใจที่มีอคติ ถึงแม้มันจะไม่ใช่ความผิดพลาดที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่มันก็เป็นความผิดพลาด ที่ทำให้เรามองข้ามบางสิ่งบางอย่างไป แถมยังไปตัดสินสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีอีก ความคิดของคนเรานั้น ก็เปรียบเสมือนกับสายน้ำ  การที่ใจไม่เป็นกลาง ก็เปรียบเหมือนสายน้ำที่คดไปเคี้ยวมา มันก็ทำให้น้ำที่กำลังไหล ต้องมาเจอกับโค้งเยอะแยะและทำให้ไหลได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร  ใจที่มีอคติ ก็เปรียบกับสายน้ำที่มีหินโสโครกเต็มไปหมด เมื่อสายน้ำมาเจอกับหินโสโครก ความสะดวกในการไหล ก็ต้องมีอุปสรรคไป  ดังนั้นแล้ว เมื่อจิตใจเรามีความไม่เป็นกลาง และอคติ พลังจิตและพลังความคิดของเรา ก็จะไม่ไหลลื่นและไม่มีพลังอย่างแน่นอน

ดังนั้น สิ่งที่เราควรจะต้องทำเพื่อที่จะให้การลงทุนของเราพัฒนาขึ้น นั่นก็คือ

เราต้องคิดแบบเด็ก  แต่ทำแบบผู้ใหญ่ 

คิดแบบเด็กก็คือ คิดแบบไม่ไปยึดติดกับอะไรมาก คิดแบบคนไม่มีความรู้อะไรมาก  คิดแบบกระตือรือร้นที่จะรู้  และอย่าคิดว่ารู้ทั้งๆ ที่ยังไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย ถ้ารู้ก็ตอบอย่างภูมิใจว่ารู้ ถ้ายังไม่รู้ ก็ตอบอย่างไม่ต้องเขิลอายแบบเด็กๆ ว่า เรายังไม่รู้

ทำแบบผู้ใหญ่ นั่นก็คือเอาความรู้และข้อมูลที่ได้จากการหาข้อมูลแบบความคิดเด็กๆ มากลั่นกรองว่า สิ่งเหล่านี้มันเหมาะสมกับแนวทางการลงทุนของเราไหม  ปัจจัยเสี่ยงของมัน เรารับได้ไหม  และจะตัดสินใจอะไรลงไป ก็ขอให้อยู่บนเหตุและผล

ซึ่งถ้าเราสามารถทำได้แบบนี้ ก็จะทำให้เราได้ "แก่น" ของบริษัทนั้นๆ มาจริงๆ ไม่ใช่ได้มาแค่เปลือกนอกของบริษัทที่เราจะลงทุน  และก็จะทำให้เราไม่เกิดความยึดติดด้วย 

การที่เราจะมีจิตของผู้เริ่มต้นนั้น จะว่าไป ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ เพราะเราเป็นมนุษย์ มี รัก โลภ โกรธ หลง ซึ่งสิ่งที่จะทำให้เรามีจิตของผู้เริ่มต้น ที่เป็นกลาง ไม่มีอคติ ไม่ยึดติด เราก็ต้องหัดนั่งสมาธิครับ  ตัวผมเองนั้น ก็หัดนั่งสมาธิมาได้พักใหญ่แล้ว แรกๆ มันก็ยากนิดนึง เพราะเราต้องอยู่ในสังคมที่อะไรๆ ก็ดูเร่งรีบ และรีบร้อนไปซะหมด การที่จะมานั่งสมาธิที่ต้องอยู่เฉยๆ ตัดขาดจากโลกที่เราอาศัยอยู่ ตัดเรื่องที่เราต้องคิดอยู่ในหัว และเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  แต่อะไรก็ตามที่ได้มายาก ผลลัพธ์มักจะยิ่งใหญ่เสมอครับ

ใจที่ไม่มีการคาดหวัง  จะทำให้เรามุ่งไปที่แก่นของเป้าหมายที่เราต้องการจะทำหรือศึกษา  ไม่ได้เน้นไปที่ผลลัพธ์  ซึ่งจะทำให้ใจของเรานิ่ง พุ่งเป็นเส้นตรงและเป็นกลาง

ใจที่เป็นกลาง  จะทำให้เราไม่มีอคติ ไม่ตัดสินอะไรจากที่แค่ตาเห็นหรือคนอื่นบอกมา

ใจที่ไม่มีอคติ  เป็นใจที่บริสุทธิ์ เป็นใจที่ว่าง ซึ่งเมื่อใจเราว่าง   ใจของเราก็จะกว้าง ซึ่งใจที่กว้าง ก็สามารถรับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น และจะไม่ผูกมัดหรือยึดติดกับสิ่งใดๆ เพราะเราไม่มีอคติ

ใจที่ไม่ยึดติด  จะทำให้เราก้าวทันสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป หรือบางที เราจะเป็นผู้ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเอง

สุดท้ายนี้ ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้คิดถึง"แก่น"ของสิ่งที่เราจะศึกษาหรือลงทุน อย่าไปคิดถึงผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นก่อนที่จะคิดถึง "แก่น"  เราลงทุนในบริษัทนี้ เพราะว่าบริษัททำธุรกิจที่ดี ผลกำไรเติบโตเป็นอย่างดี มีผู้บริหารที่ดี  มีงบการเงินที่แข็งแรง มี Business Model ที่ดี  แต่อย่าไปคิดว่า เราลงทุนในบริษัทนี้แล้ว เรา"อาจจะ"ได้กำไรเป็นแสน จะได้ซื้อมือถือกับคอมใหม่  ใครๆ ก็บอกว่าหุ้นจะขึ้นไป 1,200 จุด  ซื้อเลยดีกว่า ไม่เห็นเสี่ยงเลย...............   แบบนี้ ไม่เอานะครับ 

แล้วเจอกันใหม่ครับ 

ValueZen
02.08.2011





5.09.2011

Man Utd, Chelsea, Arsenal and Man City

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน  ช่วงนี้ตลาดหุ้นดูไม่ค่อยแข็งแรงเลย  อีกไม่นานก็ใกล้เลือกตั้งแล้ว  ช่วงนี้ตลาดหุ้นคงผันผวนน่าดู  ลงทุนกันด้วยความระมัดระวังเหมือนเดิมนะครับ ถ้าใครยังไม่แน่ใจเรื่องการเมือง ก็ชะลอการลงทุนไปก่อนก็ได้  รอให้มั่นใจกว่าเดิมแล้วค่อยกลับเข้าตลาดก็ยังไม่สายครับ

วันนี้ ผมอยากพูดเรื่องเกี่ยวกับฟุตบอลสักหน่อย แต่ก็เกี่ยวข้องกับการลงทุนแบบเต็มๆครับ  ตอนนี้ ก็เป็นที่ค่อนข้างจะ 100% แล้วว่า Manchester United คงจะเป็นแชมป์ของฤดูกาลนี้ค่อนข้างแน่นอน

ถ้าให้เปรียบกับการลงทุนแล้ว ผู้จัดการทีมแต่ละทีมก็เปรียบเสมือนนักลงทุน และนักเตะในทีม ก็เปรียบเสมือนกับหุ้นใน Portfolio ตามความเห็นของผมแล้ว ผมมองว่าผู้จัดการทีมทั้ง 4 ทีมนี้ มีความสามารถไม่แพ้กันเท่าไร ที่ต่างกันก็คงจะเป็นเรื่องของประสบการณ์ และสิ่งนี้เองที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาในอย่างที่เราเห็น

ปัจจัยที่ทำให้ Man Utd. เป็นแชมป์ในปีนี้ ทั้งๆที่ Chelsea กับ Man City ก็รวยกว่าค่อนข้างมาก  ผมจะแจกแจงเป็นทีมๆไปเลยครับ

1. Manchester City






ทีมนี้เป็นทีมที่รวยที่สุด(นับจาก wealth ของเจ้าของ) ซื้อได้ไม่อั้น อยากได้นักเตะคนไหน ซื้อได้หมด  ยิ่งไปกว่านั้น ทีมคู่แข่งอยากได้อะไร ก็ซื้อตัดหน้าได้หมด 555 ประมาณว่าใช้ไม่ใช้ไม่รู้  แต่ซื้อมาไว้ก่อน คู่แข่งจะได้ไม่แข็งแกร่งขึ้น  แต่ก็ต้องมาเจอกับการบริหารจัดการที่ค่อนข้างลำบาก เพราะว่าทีมมีนักเตะในจำนวนอาจจะมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง

มองในมุมของหุ้น

ยิ่งเงินเยอะ ก็ยิ่งได้เปรียบ อันนี้ไม่ว่าจะทำอะไรในวงการไหนก็เป็นแบบนี้ แต่ในโลกของการลงทุนแล้ว เค้าดูกันที่ ROI ครับ ดูว่าสิ่งที่เราลงทุนไป ได้รับผลตอบแทนมาแค่ไหน  ถ้าให้เปรียบกับ Man Utd. ทีม Man City  ก็เหมือนกับ Man Utd. ลงทุนไปน้อยกว่า แต่ได้กำไรกลับมามากกว่าเยอะ สาเหตุหลักๆก็เป็นเพราะ Man City ลงทุนกระจายมากเกินไป และลงทุนไปในสิ่งที่ไม่โดนเป้า เหมือนมีหุ้น Spali แล้ว แต่ก็ดันไปซื้อ PS อีก ดีอะ มันดีทั้งคู่ แต่จะซื้อที่มันเหมือนๆกันมาทำไม

และที่สำคัญ ลงทุนมากตัวเกินไป ทำให้ monitor ลำบาก เลยไม่สามารถทำให้ portfolio เกิดประสิทธิภาพขึ้นมาได้ กลายเป็น Diworsification (ยิ่งกระจายยิ่งแย่)

2. Arsenal





ทีมนี้เป็นทีมพลังหนุ่ม มีนักเตะหนุ่มๆอยู่เต็มทีมไปหมด เล่นบอลสวยงาม แต่อย่างว่า ฟุตบอลเป็นเกมส์ที่เน้นการทำประตู ไม่ได้เน้นสวยงาม  ทีมนี้มีผู้จัดการทีมที่จบเศรษฐศาสตร์  ดังนั้นแล้ว ซื้อตัวนักเตะแต่ละทีต้องสมเหตุสมผล ประมาณว่า MR ต้องเท่ากับ MC เสมอๆ 555  สรุป ไม่ยอมซื้อนักเตะราคาแพง ว่างั้นเหอะ

ทีมนี้เป็นทีมที่รวยค่อนข้างมากอีกเช่นกัน เพราะว่าเป็นทีมที่อยู่ใน London สามารถเก็บค่าตั๋วได้ในราคาแพงกว่าทีมคู่แข่ง แถมสนามใหญ่เบ้อเริ่มอีกต่างหาก แต่ไม่ยอมลงทุน สรุปง่ายๆ Efficiency แต่ไม่ Effective

มองในมุมของหุ้น

สำหรับ Arsenal ถ้าให้เปรียบเป็น Portfolio หุ้นแล้ว ก็เหมือนกับ Port ที่มีแต่หุ้น Growth Stock อยู่เต็มไปหมด ถ้าฟอร์มเข้าฝัก ก็เล่นดีใจหาย ถ้าฟอร์มออกทะเล ก็เล่นเหมือนบอล อบต. และที่สำคัญ เวลาสำคัญๆอย่างช่วงลุ้นแชมป์ นักเตะหนุ่มๆพวกนี้ก็ทนแรงเสียดทานไม่ไหว ฟอร์มหลุดตลอด ทำให้ไปไม่ถึงฝันสักที  ก็เหมือนกับหุ้นที่อยู่ในภาวะที่ตลาดไม่ปกติ หุ้น Growth Stock จะขึ้นและลงแรงมากๆ ดังนั้น Arsenal ควรจะเพิ่มนักเตะประสบการณ์สูงเพิ่มเข้ามาบ้าง อย่าเน้นแต่หนุ่มๆอย่างเดียว เหมือนกับ Port หุ้น ที่ไม่ควรมีแต่ Growth Stock อย่างเดียว ควรจะมีหุ้นแนว Blue Chip ไว้เหมือนกัน

3. Chelsea






ทีมนี้เป็นอีกทีมนึง ที่มีเจ้าของสโมสรรวยมาก เพราะว่าเป็นเจ้าของบริษัทน้ำมันใน Russia ยิ่งน้ำมันราคาขึ้นแบบนี้ อากู๋แกยิ่งรวย แต่หลังๆมานี่ แกไม่ค่อยยอมซื้อนักเตะเพิ่มเข้ามาเท่าไร เพิ่งจะมาซื้อหนักๆเอาตอนกลางฤดูกาล เลยทำให้ตาม Man Utd. ไม่ทัน

ทีมนี้มีนักเตะชื่อดังและประสบการณ์สูงเยอะ พูดง่ายๆนักเตะแก่ๆเยอะ :P ทำให้อายุเฉลี่ยนักเตะทีมนี้ค่อนข้างสูงกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน  บอลอังกฤษ เล่นกันหนักมากอยู่แล้ว แถมมีบอลถ้วยอีกสองใบ นักเตะอายุเยอะๆจะไปทนไหวได้อย่างไร ทางแก้ที่ดี ก็ควรจะซื้อนักเตะหนุ่มๆ เข้ามาเพิ่มเติม เฮ้อออ ช่างสวนทางกับ Arsenal จริงๆ

มองในมุมของหุ้น

สำหรับ Chelsea แล้ว ถ้าให้เปรียบเป็น Portfolio หุ้น ก็เปรียบเสมือน Port ที่มีหุ้น Blue Chip อยู่เยอะ มั่นคง ไม่หวือหวามาก เวลาตลาดดี ก็ได้กำไรพอๆกับการขึ้นของตลาด เวลาตลาดหลุดๆ ก็ไม่ได้ห่วยแตกอะไรมาก แดงแบบอ่อนๆ เหลืองแบบชิวๆ เหมือนซื้อหุ้น TDEX :P

ดังนั้นแล้ว Port แบบนี้ ก็ควรจะซื้อหุ้น Growth Stock ที่มี Brand ค่อนข้างดีเข้ามาเสริม น่าจะช่วยให้ผลตอบแทนของ Port ดีขึ้น และหวือหวาขึ้นได้ครับ

4. Manchester United


ว่าที่แชมป์ลีกสูงสุดครับ จะว่าไปก็แชมป์แล้วแหละ เหลืออีกสองนัด ต้องการแค่แต้มเดียว ไม่ได้ก็ไม่ใช่ Man Utd. แล้ว

ทีมนี้ แค่ชื่อก็กินขาด เป็น Brand ที่แข็งแกร่ง มีแฟนบอลทั่วโลกมากที่สุด รายได้มหาศาล แต่ดันมีหนี้สินมหาศาลเช่นเดียวกัน ถ้าทีมนี้ไม่มีหนี้สินเยอะ ก็น่ากลัวกว่านี้อีกเพียบ เพราะว่าเป็นหนี้ที่ไม่ได้มาจากการดำเนินงานของสโมสร เป็นหนี้ที่เกิดจาก LBO ไม่งั้นคงมีนักเตะชื่อดังๆเข้ามาในทีมมากกว่านี้

นักเตะในทีมนี้ บอกได้คำเดียวว่า Balance มากๆ ลงตัว มีนักเตะรุ่นใหม่ๆฝีเท้าดีหลายคน และก็ยังมีนักเตะรุ่นเก๋าประสบการณ์สูงอีกหลายคนเช่นกัน ยามที่ทีมเจอกับความกดดัน นักเตะเหล่านี้แหละที่ประคองรุ่นน้องได้ ในยามหัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับการลุ้นแชมป์ Man Utd. สม่ำเสมอมากๆ ฟอร์มไม่ดี ไปเล่นนอกบ้าน
ชนะ 0 - 1 ประจำ

มองในมุมของหุ้น

สำหรับ Man Utd. แล้ว ถ้าให้เปรียบเป็น Portfolio หุ้น ก็เป็น Port ที่ลงตัวมากๆ มีครบทุกแนวและมีในสัดส่วนที่กำลังดีด้วย ไม่น้อยไป ไม่มากไป  เวลาตลาดดีๆ Port ก็บวกได้เยอะ เวลาตลาดแย่ๆ Port ก็แย่น้อยกว่าตลาด เลยทำให้ได้รับผลตอบแทนในระยะยาวดีกว่าชาวบ้านเค้า

สรุปแล้ว สิ่งที่ทำให้ Manchester United ทำได้ดีกว่าทีมอื่น นั่นคือการมีผู้เล่นที่หลากหลายแต่ลงตัว เปรียบเหมือนการกระจายการลงทุนที่เหมาะสมในโลกของการลงทุน มีทั้ง Effective และ Efficiency อยู่ในตัวพร้อมสรรพ

สำหรับนักลงทุนอย่างเราๆแล้ว การกระจายการลงทุน เป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องบริหารให้พอดี  น้อยไปก็ไม่ดี  มากไปก็ไม่ดี หุ้นที่ทำธุรกิจคล้ายๆกัน ก็ไม่ควรที่จะอยู่ใน Port เดียวกัน  หุ้นที่มีแนวโน้มว่าจะ Growth สูง แต่ฐานะทางการเงินอ่อนแอเกิน ก็ไม่ควรที่ซื้อเข้ามาเช่นกัน  หวังว่าการวิเคราะห์ของผม จะทำให้เพื่อนๆได้ความรู้และเห็นภาพ ไม่มากก็น้อยนะครับ แล้วเจอกันใหม่ครับ

ValueZen
9/5/2011 


4.03.2011

แฮมพริก กับ หนังสือ

สวัสดีวันอาทิตย์ครับ  เมื่อวันก่อนผมได้ไปซื้อของที่ Tesco Lotus และมีอยู่อย่างนึงที่ผมต้องซื้อทุกครั้ง นั่นคือแฮมพริกยี่ห้อหมูตัวเดียว แต่ปรากฏว่าหมด เหลือแต่แฮมหมูธรรมดาซึ่งผมไม่ชอบกิน  ผมก็เลยต้องซื้อของ House Brand นั่นคือยี่ห้อ Tesco ซึ่งผมไม่ได้อยากซื้อเท่าไร  ทั้งๆที่ packaging ดูดีมากๆ ซีลอย่างดี แต่ของหมูตัวเดียว ต้องหนีบแบ่งขึ้นมาและเอาไปชั่ง พูดตรงๆแล้ว ของTesco ยังดูสะอาดกว่า และราคาก็ถูกกว่าด้วย  ตอนนั้นผมก็ได้คิดไปว่า รสชาติคงงั้นๆ และก็คงมีส่วนผสมของเนื้อส่วนที่ไม่ค่อยดีมากกว่า  พูดตรงๆแล้ว ไม่ได้คาดหวังอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว  แก้หิวได้เป็นพอ  แต่เมื่อได้กิน ก็ปรากฏว่าอร่อยกว่าซะอีกแล้วยังถูกกว่าด้วย ดังนั้น บางทีหรือบ่อยๆ เราอาจจะตัดสินบางอย่างไปเอง โดยที่ยังไม่มีความรู้ ข้อมูล และวิจารณญาณที่เพียงพอ

ซึ่งการซื้อแฮมพริกในครั้งนี้  ก็ทำให้ผมหวนนึกไปถึงเรื่องที่เวลาเพื่อนๆผู้หญิง หรือรุ่นน้องผู้หญิงชอบมาถามผมว่า "ผู้ชายคนนี้ดีไหม คนนั้นดีไหม  เค้าบอกว่าคนนี้ไม่ดี  พี่คิดอย่างไร"  ผมก็จะตอบกลับไปเสมอๆว่า  "คนเราก็เหมือนกับหนังสือ  เราจะตัดสินว่าหนังสือเล่มนี้ดี เล่มนี่แย่จากปกหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่ได้  กว่าจะรู้ว่าดีหรือไม่ดี เราต้องได้อ่านก่อน  และถ้ามีคนบอกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ดี น่าเบื่อ  มันอาจจะเป็นหนังสือที่ดีสุดยอดสำหรับเราก็ได้"

FHM ผมชอบจัง แต่ลุงมหาแถวบ้านบอกว่ายุบหนอพองหนอ
จิตจักรพรรดิ หนังสือที่ไม่ต้องการที่คั่นหนังสือ เพราะอ่านรวดเดียวจบ สนุกมากก แต่พี่ฟลุ๊คเพื่อนข้างบ้านบอกว่า หนังสือไรอะ น่าเบื่อโคตร

หูย เล่มนี้ต้องซื้อ ปกมีทั้งคุณสาธิต อินทรกำแหง ทั้งแพนเค้ก เหมาะกับคนรักสุขภาพเช่นเราจริงๆ แต่ไอ่ปิ๊ดลูกน้องเจ้าพ่อบอกว่า หนังสืออะไรวะเนี่ย อ่านไปเสียเวลา คนเราจะตายยังไงก็ตาย

  
หนังสือเล่มนี้สวยจังเลย ข้างในต้องเป็นพวกภาพสวยๆแน่นอน แต่จริงๆแล้ว นี่คือ Diary ที่ข้างในมีแค่วันที่กับกระดาษเปล่าๆ

ดังนั้นแล้ว  ของทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นแฮมพริก คน รถยนต์ เสื้อผ้า และ หุ้น ผมจะพยายามมองว่า ของสิ่งนี้คือหนังสือที่เราจะต้องอ่านก่อน ถึงจะตัดสินได้ว่า "ดีและเหมาะสมสำหรับเราหรือไม่"  การคิดไปเองหรือตัดสินไปเองก็เหมือนกับการเสี่ยงโชค ถ้าถูกต้องก็ถือว่าโชคดีไป  ถ้าผิดก็ได้แต่พูดว่า รู้งี้.........................ดีกว่า

สุดท้ายนี้ แฮมพริกที่ผมจะซื้อเป็นอันดับแรก ก็ยังเป็นยี่ห้อหมูตัวเดียวอยู่เพราะว่าผมซื้อของหลายห้าง ไม่ได้เจาะจงแต่ Tesco อย่างเดียว แต่เมื่อไรก็ตามที่ผมไป Tesco Lotus ผมก็จะอุดหนุนแฮมพริกยี่ห้อ Tesco และถ้าผมไป The Mall แล้วเจอแฮมพริกยี่ห้อ Home Fresh Mart ผมก็จะลองซื้อมากินดู และจะตัดสินทีหลัง ว่ามันอร่อยหรือไม่อร่อยครับ  แล้วเจอกันใหม่ครับ

ValueZen
03/04/2011